21 – 22 ก.ค. 55
การกลับบ้าน ครั้งนี้
ความรู้สึกต่างออกไป เนื่องเพราะไมใช่ทางที่คุ้นเคย มีใครบางคนบอกว่า
นักเดินทางที่ดีไม่ควรใช้เส้นทางเดิม ก็เลยประเดิมด้วยการกลับบ้านนี่แหละ
ผมไม่ได้กลัวการนั่งรถไฟ เพียงแต่มีความกังวลบางอย่าง รบกวนจิตใจ
กับการนั่งรถไฟฟรีชั้นสามครั้งแรกจะปลอดภัยมั้ย จะรับมือไหวมั้ย จะเมื่อยล้าแค่ไหน เพราะเคยมีประสบการณ์นั่งรถไฟ(ไม่ฟรี)
ชั้นสามไประนอง ปวดเมื่อยๆมาก
ไม่ได้หลับ (จริงๆ)เลย นั่งสัปปะหงก ผงกหัวตื่นทั้งคืน เหมือนโดนปลุกตลอดทาง
บรรดาพ่อค้า แม่ขาย เดินไปเดินมา เสนอขายสินค้าสารพัด ตะโกนแข่งเสียงล้อเหล็ก
เค้าขึ้นมาจากไหน ไปลงที่ใด ไม่มีใครรู้
ผมไปถึงหัวลำโพงตั้งแต่ ประมาณ ทุ่มเศษๆ ด้วยเกรงว่าคนจะเยอะ
เดินหาชานชาลาที่บนตั๋วไม่ได้พิมพ์ไว้ พอมีผู้โดยสารบ้างแล้ว ยังมีเวลาเหลืออีกเยอะ กว่าจะสองทุ่มสี่สิบห้า
ไปหาอะไร(ดีๆ) เข้าท้อง (ดีกว่า)
ก่อนรถออกหนึ่งชั่วโมง ผมขึ้นไปนั่งประจำที่ ตอนแรกนึกว่านั่งตรงไหนก็ได้
แต่เพื่อความสะดวกกับผู้โดยสารคนอื่น นั่งตามหมายเลขจะดีกว่า ผู้คุมกฏเค้าเตือนมา
รถไฟด่วน ต้นทางกรุงเทพ ปลายทางหนองคาย
ขบวน 133 วิ่งด้วยความเร็ว
(นี่เร็วแล้วเหรอ เหอๆๆ) ไม่คงที่ ก็รถไฟรางเดี่ยว คงต้องรอบ้าง สลับรางบ้าง บอกกับตัวเอง
นั่งฟรีนะเว้ย อย่าบ่นๆ
ผมเป็นเพียงผู้ชมอย่างเงียบๆ ข้างหน้ามีสองไม่สาวพี่น้อง นั่งคุยกันอย่างออกรส
ข้างๆผมเป็นพี่ตำรวจที่พอถึงอยุธยาแกก็ย้ายไปหาเพื่อนชายคุยด้วย ส่วนข้างหลังมีครอบครัวใหญ่
ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ วุ่นวายไม่น่าดู
บรรดาพ่อค้า แม่ขาย เดินไปเดินมา เสนอขายสินค้าสารพัด ตะโกนแข่งเสียงล้อเหล็ก
เค้าขึ้นมาจากไหน ไปลงที่ใด ไม่มีใครรู้
รู้แต่ว่า เค้าไม่เคยเหน็ดเหนื่อยกับการเดินตะโกนขายของตลอดทาง พอจะหลับก็ได้ยิน ตามไปเข้าฝันอีก ความกลัวหมดไป เพราะตำรวจรถไฟหลายนาย เดินตรวจตราทั้งคืนเช่นกัน
ผม พิมพ์ blog ของเธอมาอ่าน
เป็นเพื่อนกับการเดินทางคนเดียวครั้งนี้
ผม เจอเธอเมื่อสองสามปีที่แล้ว เราเพียงรู้จักกัน พูดคุยกันไม่กี่คำ
ผม อยากรู้จักเธอมากขึ้น ผมจึงอ่านสิ่งที่เธอเขียน งานเขียนแนวๆของเธอ^^
ขณะที่กำลังอ่าน ผมก็ต้องสะดุ้งขึ้น เมื่อตำรวจนายหนึ่งเดินมาหยุดอยู่ช่วงกลางตู้
และตะโกนบอกว่า
“อยุธยาถึงปากช่อง ให้ระวังของมีค่านะครับ” อ้าวพี่(แม้
หน้าจะค่อนไปทาง ลุง แล้ว ก็ตาม) เห็นพี่มากันเยอะ อุตส่าห์อุ่นใจ
ไหงให้ช่วยตัวเองซะงั้น
“เวลาค่ำคืน ของมีค่า เก็บไว้กับตัวนะครับ” พี่ (คนเดิม) เค้ายังส่งมาย้ำอีกประโยค
ว่าพวกแกร ช่วยตัวเองไป๊
“เราไม่มีทางรู้ว่าใครเป็นมิจฉาชีพ
เพราะทุกคนคือผู้โดยสาร” พี่
(คนเดิมนั่นแหละ) ส่งมาย้ำอีกประโยค -*-
ความวิตกของผมก่อตัวใหม่ ไม่กล้าหลับ ดีนะ ที่เรา พิมพ์มาเยอะ (สองปีของเธอ)
นั่งอ่านไปเรื่อยๆ จนเที่ยงคืนก็ผ่านปากช่อง
สำเร็จ เราผ่านจุดวิกฤตนั้นมาแล้ว ยังปลอดภัยดี
แต่ความง่วงเริ่มคุกคามหนัก พยายามต่อสู้อย่างหนักหน่วง
“อยู่ในใจ อยู่ในกาย” ชอบจัง บทนี้
แม้ผมยังไม่สามารถเข้าใจทั้งหมด แต่ผมรู้สึกว่าลึกซึ้งจัง
จนกระทั่ง ก่อนจะตั้งหนังตาไว้ไม่อยู่ ก็ได้อ่านบทความดีๆ ที่เธอ
คัดมาจาก “วินทร์ เลียววาริณ” อีกที (ซึ่งก็เป็นหนึ่งในนักเขียนที่ผมชื่นชอบ)
“ความสุขเป็นเรื่องเล็กๆ
ที่เกิดจากสิ่งเล็กๆ เรียบง่าย พอเพียง ลงตัว ไม่มากเกิน ไม่น้อยไป”
ใช่ครับ สุขเล็กๆ ที่เธอแบ่งปันให้ผม ผ่านแรงกายแรงใจอันยิ่งใหญ่ของเธอ
มันไม่ง่ายเลยกว่าจะเขียนได้ขนาดนี้ นั่น ทำให้ผมลืมความกังวล ที่ได้ยินจากปลายสาย ก่อนเดินทาง ว่า
พี่สาวมีอาการปวดขามากจนทำให้ชาตั้งแต่ขาถึงเท้า เดินไม่ได้ แม่กำลังพาไปหาหมอ
แล้วสัญญาณก็หลุดไป ปล่อยให้ปลาย(อีก)สายห่วงว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง
ได้โปรด..................