วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556

โอ้ว...ม่ายน้า..


12 ส.ค. 55

ที่ รพ.ขอนแก่น

ห้องรวมผู้ป่วยหญิง

กลิ่นโรงพยาบาล ไม่น่าพิสมัย

มันเป็นประสบการณ์ ที่ผมไม่ต้องการจะมี มองดูเหมือนเข้าโรงเรียนประจำ 
ซึ่งญาติทุกคนก็ทำเหมือนกัน

5.00 ตื่นทันที ไม่มีเวลาให้งัวเงีย ต้องทำทุกอย่างให้เสร็จภายในหนึ่งชั่วโมง
เก็บที่นอน ต่อแถวรับ กาละมัง แล้วไปตักน้ำ เพื่อมาเช็ดตัว ล้างหน้า แปรงฟัน กำจัดสิ่งปฎิกูล 
เปลี่ยนเสื้อผ้า ผ้าปูเตียง แล้วไปรอข้างนอก เจ้าหน้าที่จะทำความสะอาด

7.00 ต่อแถวรับอาหารเช้า ป้อนข้าวป้อนน้ำให้เรียบร้อย แล้วไปรอข้างนอก
ผู้ป่วยนอนรอหมอมาตรวจ จากนั้นเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดอีกครั้ง

9.30 เป็นเวลาของการทำแผล ทุกคนต้องออกจากห้อง ไปอยู่ที่ไหนก็
ตามใจ เรื่องของแกร ว่าง้าน 

11.00 รับอาหารเที่ยงให้ผู้ป่วย บริการกันให้เรียบร้อย

14.00 ได้เวลาไปรอข้างนอก เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดอีกครั้ง 
 
17.00 ถึงเวลาอาหารเย็น (ยังไม่หิวเลย)

21.00 พยาบาลเวรปิดไฟ ทำไงได้ต้องข่มตาหลับทั้งๆที่ยังไม่ง่วง

มันไม่ใช่แค่กลิ่นโรงพยาบาล ที่ไม่น่าพิสมัยจริงๆ

ทำบุญ


2-3-4-5 สิงหาคม 2555

ทุกๆปี ทุกครั้งที่มีช่วงวันหยุดยาวๆ ผมต้องมีทริปเดินป่ากับผองเพื่อนร่วมก๊วน (ชาว4 x 100)  ที่นัดล่วงหน้ากันเป็นเดือนๆ  แต่ปีนี้งานชุกยังกะฝนแปด แดดไม่มี ต้องอยู่ทำงาน  เลยถือโอกาสค้างอ้างแรมกับพี่ตุ้ม (ไม่ใช่เพื่อนตุ้ม)  จัดเต็มกับบุญครั้งใหญ่ ฉลอง 2600 ปี พุทธชยันตี

ทำบุญ สวดมนต์เย็น ต่อด้วย เวียนเทียน ที่วัดสุทัศน์ นัดตอนเช้าวันพรุ่ง ไปตักบาตรและ ทำบุญปล่อยโคที่สวนรมย์มณีนาถ สวนสาธารณะใกล้ที่ทำงาน 

ครั้งแรกที่วัดสุทัศน์ คนเยอะมากๆ แต่ก็เป็นไปอย่างราบรื่น
เราทั้งหลายเวียนเทียนแบบไม่จุดเทียนและธูป เพื่อที่ว่าเวลาเดินน้ำตาเทียนและควันธูปจะไม่ทำให้ใครเดือนร้อน  หายใจสบาย เดินสบาย.....

ขณะเดิน  ผมแหงนมองจันทร์ พระจันทร์คืนนี้สวยจัง ใจก็พลันคิดถึงเธอ แล้วที่เมืองจันท์ เป็นอย่างไรนะ
คิดถึงประโยคที่ ทรงกลดบอกไว้ ความสุขชั่วเวียนธูป ความทุกข์ชั่ววูบเทียน
เราต่างก็อยากมีช่วงเวลาแห่งความสุขยาวนานกว่าความทุกข์ แต่สิ่งใดคือธูป สิ่งใดคือเทียนกันเล่า
คืนนี้ขอจันทร์ กล่อมให้หลับฝันดี

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

IN TRAIN


21 – 22 ก.ค. 55


การกลับบ้าน  ครั้งนี้ ความรู้สึกต่างออกไป เนื่องเพราะไมใช่ทางที่คุ้นเคย มีใครบางคนบอกว่า นักเดินทางที่ดีไม่ควรใช้เส้นทางเดิม ก็เลยประเดิมด้วยการกลับบ้านนี่แหละ

ผมไม่ได้กลัวการนั่งรถไฟ เพียงแต่มีความกังวลบางอย่าง รบกวนจิตใจ กับการนั่งรถไฟฟรีชั้นสามครั้งแรกจะปลอดภัยมั้ย จะรับมือไหวมั้ย จะเมื่อยล้าแค่ไหน เพราะเคยมีประสบการณ์นั่งรถไฟ(ไม่ฟรี)
ชั้นสามไประนอง ปวดเมื่อยๆมาก ไม่ได้หลับ (จริงๆ)เลย นั่งสัปปะหงก ผงกหัวตื่นทั้งคืน เหมือนโดนปลุกตลอดทาง

บรรดาพ่อค้า แม่ขาย เดินไปเดินมา เสนอขายสินค้าสารพัด ตะโกนแข่งเสียงล้อเหล็ก เค้าขึ้นมาจากไหน ไปลงที่ใด ไม่มีใครรู้
        
ผมไปถึงหัวลำโพงตั้งแต่ ประมาณ ทุ่มเศษๆ ด้วยเกรงว่าคนจะเยอะ เดินหาชานชาลาที่บนตั๋วไม่ได้พิมพ์ไว้ พอมีผู้โดยสารบ้างแล้ว  ยังมีเวลาเหลืออีกเยอะ กว่าจะสองทุ่มสี่สิบห้า ไปหาอะไร(ดีๆ) เข้าท้อง (ดีกว่า)

ก่อนรถออกหนึ่งชั่วโมง ผมขึ้นไปนั่งประจำที่ ตอนแรกนึกว่านั่งตรงไหนก็ได้ แต่เพื่อความสะดวกกับผู้โดยสารคนอื่น นั่งตามหมายเลขจะดีกว่า ผู้คุมกฏเค้าเตือนมา

รถไฟด่วน ต้นทางกรุงเทพ ปลายทางหนองคาย  ขบวน 133 วิ่งด้วยความเร็ว (นี่เร็วแล้วเหรอ เหอๆๆ) ไม่คงที่  ก็รถไฟรางเดี่ยว คงต้องรอบ้าง สลับรางบ้าง บอกกับตัวเอง นั่งฟรีนะเว้ย อย่าบ่นๆ
ผมเป็นเพียงผู้ชมอย่างเงียบๆ ข้างหน้ามีสองไม่สาวพี่น้อง นั่งคุยกันอย่างออกรส ข้างๆผมเป็นพี่ตำรวจที่พอถึงอยุธยาแกก็ย้ายไปหาเพื่อนชายคุยด้วย ส่วนข้างหลังมีครอบครัวใหญ่ ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ วุ่นวายไม่น่าดู

บรรดาพ่อค้า แม่ขาย เดินไปเดินมา เสนอขายสินค้าสารพัด ตะโกนแข่งเสียงล้อเหล็ก เค้าขึ้นมาจากไหน ไปลงที่ใด ไม่มีใครรู้

รู้แต่ว่า เค้าไม่เคยเหน็ดเหนื่อยกับการเดินตะโกนขายของตลอดทาง  พอจะหลับก็ได้ยิน ตามไปเข้าฝันอีก ความกลัวหมดไป เพราะตำรวจรถไฟหลายนาย เดินตรวจตราทั้งคืนเช่นกัน

ผม พิมพ์ blog ของเธอมาอ่าน เป็นเพื่อนกับการเดินทางคนเดียวครั้งนี้
ผม เจอเธอเมื่อสองสามปีที่แล้ว เราเพียงรู้จักกัน พูดคุยกันไม่กี่คำ
ผม อยากรู้จักเธอมากขึ้น ผมจึงอ่านสิ่งที่เธอเขียน งานเขียนแนวๆของเธอ^^

ขณะที่กำลังอ่าน ผมก็ต้องสะดุ้งขึ้น  เมื่อตำรวจนายหนึ่งเดินมาหยุดอยู่ช่วงกลางตู้ และตะโกนบอกว่า

อยุธยาถึงปากช่อง ให้ระวังของมีค่านะครับ   อ้าวพี่(แม้ หน้าจะค่อนไปทาง ลุง แล้ว ก็ตาม) เห็นพี่มากันเยอะ อุตส่าห์อุ่นใจ ไหงให้ช่วยตัวเองซะงั้น

เวลาค่ำคืน ของมีค่า เก็บไว้กับตัวนะครับ พี่ (คนเดิม) เค้ายังส่งมาย้ำอีกประโยค ว่าพวกแกร ช่วยตัวเองไป๊ 

เราไม่มีทางรู้ว่าใครเป็นมิจฉาชีพ เพราะทุกคนคือผู้โดยสารพี่ (คนเดิมนั่นแหละ) ส่งมาย้ำอีกประโยค -*-
ความวิตกของผมก่อตัวใหม่ ไม่กล้าหลับ ดีนะ ที่เรา พิมพ์มาเยอะ (สองปีของเธอ) 
นั่งอ่านไปเรื่อยๆ จนเที่ยงคืนก็ผ่านปากช่อง
สำเร็จ เราผ่านจุดวิกฤตนั้นมาแล้ว ยังปลอดภัยดี แต่ความง่วงเริ่มคุกคามหนัก พยายามต่อสู้อย่างหนักหน่วง

          “อยู่ในใจ อยู่ในกายชอบจัง บทนี้ แม้ผมยังไม่สามารถเข้าใจทั้งหมด แต่ผมรู้สึกว่าลึกซึ้งจัง
จนกระทั่ง ก่อนจะตั้งหนังตาไว้ไม่อยู่ ก็ได้อ่านบทความดีๆ ที่เธอ คัดมาจาก วินทร์ เลียววาริณ อีกที (ซึ่งก็เป็นหนึ่งในนักเขียนที่ผมชื่นชอบ)

ความสุขเป็นเรื่องเล็กๆ ที่เกิดจากสิ่งเล็กๆ เรียบง่าย พอเพียง ลงตัว ไม่มากเกิน ไม่น้อยไป

ใช่ครับ สุขเล็กๆ ที่เธอแบ่งปันให้ผม ผ่านแรงกายแรงใจอันยิ่งใหญ่ของเธอ มันไม่ง่ายเลยกว่าจะเขียนได้ขนาดนี้ นั่น ทำให้ผมลืมความกังวล ที่ได้ยินจากปลายสาย ก่อนเดินทาง ว่า พี่สาวมีอาการปวดขามากจนทำให้ชาตั้งแต่ขาถึงเท้า เดินไม่ได้ แม่กำลังพาไปหาหมอ แล้วสัญญาณก็หลุดไป ปล่อยให้ปลาย(อีก)สายห่วงว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง

ได้โปรด..................

สวัสดี my blog

ถึง my  blog

นายเป็นอย่างไรบ้าง ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้ติดต่อเลย
เราคิดถึงนายนะ

อยากให้นายเข้าใจว่าเราไม่ได้หายไปไหน
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราอยากเขียนถึงนายหลายครั้ง

เราร่างถ้อยคำถึงนาย หลายเรื่องราวที่เราอยากเล่าให้นายฟัง
แต่พอจะส่งก็ต้องมีอันคลาดไป

ต่อไปนี้ เราจะทำตัวใหม่

แล้วเจอกัน^^

แม่ แจ่ม จัง


19 ก.ค. 55

แจ่มจำสุข

ครั้งแรกของยิปโซ รมิตา  กับบทบาทการแสดงหนังกลางนาขั้นบันไดบนยอดดอยอินทนนท์ หนังที่จะพาคุณผู้ชมเดินทางไปไขปริศนา แห่งชีวิต 3 เรื่องที่ลืมได้ ต้องลืม และห้ามลืม 
ในท่ามกลางบรรยากาศงานประเพณี ปีใหม่เมือง พิธีกรรมล่องสังขาร กลางลำน้ำศักดิ์สิทธิ์ และการจ๊อยซอบนยอดดอยที่สูงเสียดเมฆของเมืองแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ 

ในหนังแห่งความสุข ซึ่งมีชื่อว่า สุขจำแจ่ม

นั่นคือ คำโปรยที่ทำให้ผมนั่งรอชมรายการเมืองเรืองแสง ทางช่อง TBPS

แม่แจ่ม ยังคงแจ่มอยู่ในความทรงจำ

เมืองเล็กๆ แต่มีความยิ่งใหญ่ ทั้ง ธรรมชาติที่สวยงาม วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและผู้คนที่น่ารัก
มีภูเขาอยู่รายรอบ ซ้อนทับกันหลายชั้น มีทะเลหมอกยามเช้าพร้อมแสงแรกที่เฝ้ารอ
มีทุ่งนาขั้นบันไดสีเขียวแกมเหลือง  อากาศก็เย็นสบาย
มีสิ่งดีงามที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ เช่น การทอผ้าซิ่นตีนจก การทำเครื่องเงิน
แม่แจ่ม เป็นเมืองที่มีเสน่ห์เสมอ
แม่แจ่ม แจ่มจังสุขจริง

เรารวมตัวกัน กว่ายี่สิบชีวิต จากทางราบ มุ่งสู่ทางชัน คดโค้งไปตามเส้นทาง ทำเอาหนึ่งในพาหนะ ผ้าเบรกไหม้ ต้องจอดรถ ตรวจเช็คเครื่องเพื่อความปลอดภัย

เรามาถึงก่อนสิ้นแสงพระอาทิตย์เพียงเสี้ยว ติดต่อเจ้าของพื้นที่ก็แยกย้ายเก็บสัมภาระเข้าบ้าน
ออกมาเดินเล่น ถ่ายรูป ชมบรรยากาศยามเย็น ช่างเป็นหมู่บ้านอันเงียบสงบ นานๆจะมีรถผ่านมาสักคัน
มื้อเย็นแบบครอบครัวช่างครึกครื้นยิ่งนัก อากาศหนาวแค่ไหนไม่รู้ได้

ยิปโซ พาเราสัมผัสแม่แจ่มด้วยจักรยาน สองล้อหมุน สองขาปั่น นำพาเรื่องราว 
ผ่านบ้าน ผ่านวัด ผ่านทุ่งนา ภูเขา สายน้ำพูดคุยกับธรรมชาติ และผู้คน 

เธอกล่าวถึง หนังเรื่องหนึ่ง Shara หรือชื่อเต็มว่า Sharasojyu ผลงานของ คาวาเสะ นาโอมิ
กล่าวถึง การจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆในชีวิต สามสิ่ง

นั่นคือเรื่องที่ลืมได้ ต้องลืม และห้ามลืม
เธอบอกว่า รากเหง้าของเราคือสิ่งที่ห้ามลืม นั่นคือสิ่งที่แม่แจ่มบอกกับเธอ

นั่งทบทวนตัวเอง ว่าเรามีสิ่งใด ที่  ลืมได้ ต้องลืม และห้ามลืม
บางสิ่งอยากลืมกลับจำ อยากจำกลับลืม

มูราคามิ บอกว่า บางคนที่ผ่านเข้ามาในเวลาสำคัญ เราไม่เคยลืมเลย

น่าแปลก กับบางคน กับบางสิ่งเราไม่ต้องจำ และไม่เคยลืม